|
|

ประวัติจังหวัดตรัง
๒.
ชุมชนตรังยุคอาณาจักรโบราณในภาคใต้
การศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เมืองตรัง
ไม่อาจละเลยเรื่องราวของอาณาจักรโบราณในภาคใต้
ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์
ที่กำหนดนับการบันทึกเรื่องราวด้วยตัวอักษรเป็นจุดเริ่มต้น
ไปจนถึงก่อนการเริ่มประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีสุโขทัยเป็นราชธานี
ทั้งนี้อยู่ในช่วงเวลาประมาณพุทธศตวรรณที่ ๕ -
๑๘
ชุมชนในคาบสมุทรภาคใต้มีการติดต่อกับต่างแดนมาช้านาน
โดยเฉพาะกับอินเดียมีร่องรอยอารยธรรมจากทั้งศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ปรากฏให้เห็นเป็นโบราณสถาน
โบราณวัตถุ จารึก เอกสารและมุขปาฐะ
อยู่ทางด้านฝั่งทะเลตะวันออกเป็นส่วนใหญ่ ส่วนทางฝั่งทะเลตะวันตก
มีแหล่งโบราณคดีใหญ่ที่สุดอยู่ในบริเวณอำเภอตะกั่วป่า
จังหวัดพังงา นอกจากนั้น ก็มีควนลูกปัดที่อำเภอคลองท่อม
จังหวัดกระบี่
ในจังหวัดตรังมีโบราณวัตถุตามถ้ำเขาใกล้แม่น้ำตรัง
บริเวณอำเภอห้วยยอด
ทั้งสามจุดนี้คือปากประตูของเส้นทางข้ามคาบสมุทร
ไปสู่ศูนย์กลางความเจริญทางฝั่งตะวันออก เฉพาะที่ตรัง
มีแม่น้ำตรังที่สามารถเดินทางข้ามไปออกแม่น้ำตาปี
ไปนครศรีธรรมราช และไปพัทลุงได้ นอกจากนี้ ยังมีแม่น้ำปะเหลียน
ที่เป็นต้นทางเข้าสู่บ้านตระหรือช่องเขาตอนอื่น ๆ
ข้ามไปยังพัทลุงได้เช่นกัน
มีผู้สันนิษฐานว่า
เมืองตรังเป็นที่ตั้งของเมืองศูนย์กลางการค้าฝั่งทะเลตะวันตก
ชื่อเมือง ตะโกลา แต่อีกกลุ่มหนึ่งกล่าวว่า
ตะโกลาอยู่บริเวณเมืองตะกั่วป่า ในจังหวัดพังงา
โดยมีหลักฐานทางโบราณคดีประกอบ
เอกสารชาติตะวันตกมีหนังสือภูมิศาสตร์ของ
คลอดิอุส ปโตเลมี เขียนตามคำบอกเล่าของพ่อค้าชื่ออเล็กซานเดอร์
เขียนขึ้นประมาณ พ.ศ. ๖๙๓ หรือ ๗๐๘ บรรยายถึงชื่อเมืองต่าง ๆ
บนคาบสมุทรทองรวมทั้งเมือง Takola อยู่ในดินแดน Chryse
Chersonesos หรือสุวรรณทวีป เอกสารของอินเดียมี ภัมภีร์มหานิทเทส
กล่าวถึงดินแดนต่าง ๆ รวมทั้ง ตักโกลา ตะมาลี สุวรรณภูมิ
ส่วนในคัมภีร์มิลินทปัญหา พ.ศ.๙๔๓ (บางแห่งว่า พ.ศ.๕๐๐)
ปรากฏชื่อ ตักโกลา สุวรรณภูมิ และในศิลาจารึกเมืองตันชอร์
ของพระเจ้าราเชนทร์โจฬะที่ ๑ จารึกเมื่อ พ.ศ. ๑๕๗๓ - ๑๕๗๔
มีชื่อเมือง ตไลตฺ ตกฺโกลํ
อยู่ด้วย
ศาสตราจารย์มานิต
วัลลิโภดม ผู้มีความเห็นว่าตะโกลาอยู่ที่ตรัง กล่าวอ้างอิง
ดร.เอช.จี.ควอริชท์ เวลส์
สำรวจบริเวณเมืองตะกั่วป่าปัจจุบันและทางข้ามคาบสมุทรที่ผ่านเขาสกแล้วมีความเห็นว่า
"ไม่เหมาะจะเป็นเมืองท่าเรือขนถ่ายสินค้าข้ามแหลม"
ศาสตราจารย์มานิตเองก็เห็นว่าตะโกลาอยู่ที่เมืองตรัง "ยุคที่ ๑ -
เหนือเขาปินะขึ้นไประยะหนึ่ง ริมแม่น้ำฝั่งตะวันออก
มีปากคลองกะปาง ตรงข้ามคลองกะปาง เป็นบ้านหูหนาน
เป็นที่ตั้งเมืองตรังครั้งแรกเรียกชื่อตามพื้นบ้านว่า กรุงธานี
บริเวณนี้ถูกเกลื่อนทำเป็นสวนยางพาราเสียหมดแล้ว"
จากนั้นก็วิเคราะห์ถึงแม่น้ำในหนังสือปโตเลมีว่า
แม่น้ำไครโลนาสคือแม่น้ำตรัง แม่น้ำอัตตาบาส์คือแม่น้ำตาปี
แม่น้ำปะลันดาคือคลองโอ๊ก
และคลองมีนซึ่งเชื่อมระหว่างแม่น้ำไครโลนาสกับแม่น้ำอัตตาบาส์
ดร.ประเสริฐ
วิทยารัฐ นักภูมิศาสตร์เชื้อสายเจ้าเมืองตรังคนหนึ่ง กล่าวว่า
ตามลักษณะภูมิศาสตร์ การเดินเรือในเขตมรสุม ถ้าจะเดินทางจากลังกา
หรืออินเดียตอนใต้มายังสุวรรณภูมิ
เมื่อตั้งหางเสือของเรือแล้วแล่นตัดตรงมา
อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะนำเรือเข้าฝั่งแหลมทองบริเวณละติจูดที่
๗ องศาเหนือ
ตรงกับจังหวัดตรังพอดี
หลักฐานจากศิลาจารึกหุบเขาช่องคอย
ตำบลควนเกย อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้สำรวจและอ่านไว้ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓
เนื้อความเป็นบทบูชาพระศิวิ
จารึกด้วยอักษรอินเดียใต้เป็นภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศตวรรษที่
๑๑ - ๑๒ จารึกนี้แสดงว่ามีกลุ่มคนผู้บูชาพระศิวะ
ซึ่งเป็นความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย
ใช้เส้นทางแม่น้ำตรังแยกเข้าทางคลองกะปาง
ผ่านบ้านถ้ำพระเข้าสู่หุบเขาช่องคอย เข้า - ออก
กับนครศรีธรรมราช
หลักฐานศาสนสถานและโบราณวัตถุ ได้แก่
วัดเก่าซึ่งเป็นวัดใหญ่ถึงสามวัดอยู่ใกล้กันในอำเภอห้วยยอด
และอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำตรัง คือ วัดคีรีวิหาร วัดหูแกง
วัดย่านเกลื่อน โดยเฉพาะวัดย่านเกลื่อนเป็นวัดร้าง
มีวัดนอกและวัดใน อาณาเขตติดแม่น้ำตรัง เคยมีผู้ขุดพบพระทองคำ
และมีหลักศิลาปักแสดงแนวเขตอุโบสถทั้งสี่ทิศ
ทั้งมีใบเสมาและเสาหงส์
วัดคีรีวิหารมีพระบรรทมและพระพุทธรูปโบราณในถ้ำ
และพบพรพิมพ์ดินดิบที่เรียกกันว่าพระผีทำด้วย
วัดหูแกงมีพระพุทธรูปในถ้ำแต่ถูกทำลายไปแล้ว
เหลือแต่อิฐและเสาหงส์ปรากฏอยู่
ที่เขาสายใกล้วัดหูแกงและที่เขาขาวก็มีพระพิมพ์เช่นกัน
พระพิมพ์ที่พบมีหลายลักษณะ ดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงบันทึกไว้เมื่อคราวเสด็จฯ
ตรวจราชการแหลมมลายู พ.ศ. ๒๔๔๕ ว่า
ที่ถ้ำวัดคีรีวิหาร
"มีรูปภาพพิมพ์บนดินดิบ วางซ้อนทับไว้กับพื้นมาก
ที่เลือกพบมีสามอย่างด้วยกัน
เป็นรูปลูกไข่อย่างหนึ่งมีรูปพระสี่กรอยู่กลาง มีเทวดาล้อม ๘ ตน
เป็นรูปกลีบบัวอย่างหนึ่ง มีรูปพระสี่กรองค์เดียวใหญ่
รูปแผ่นอิฐอย่างหนึ่ง มีรูปพระสองกรอยู่กลาง (ที่พุทธรูป)
มีสาวกฤาเทวดาสองข้าง อย่างรูปไข่มีมาก อย่างกลีบบัวมีน้อย
อย่างแผ่นอิฐได้อันเดียว
ที่ถ้ำเขาสาย
"รวมเทวรูปที่ได้มี ๖ ชนิด คือ ๑.
รูปพระโพธิสัตว์สี่กรนั่งขัดสมาธิ ๒.
รูปอย่างเดียวกันแต่ขนาดย่อม ๓. รูปพระโพธิสัตว์สองกรนั่งห้อย ๔.
รูปพระโพธิสัตว์สองกรยืน ๕. รูปพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิ ๖.
รูปอย่างเดียวกันแต่องค์เล็ก ยังมีอีกที่ไม่รู้ว่าอะไร
เป็นทีเม็ดยอดอะไรก็มี มีลายแลชิ้นอะไรแตก ๆ มีตราหนังสือ..."
ต่อมายังมีผู้พบพระพิมพ์ดินดิบรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจากถ้ำเขาขาว
อำเภอห้วยยอด
ลักษณะของพระพิมพ์ข้างต้นเหมือนกับที่พบในชุมชนโบราณอื่น
ๆ ทางภาคใต้ ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๘
นับเป็นหลักฐานร่วมสมัยศรีวิชัย
แสดงถึงการเข้ามาของพุทธศาสนานิกายมหายาน
และอาจมีบางลักษณะที่ต่อเนื่องมาจนถึงยุคหลัง
หลักฐานดังกล่าวในท้องที่จังหวัดตรังย่อมแสดงว่า
เมื่อกลุ่มคนเหล่านั้นเดินทางเข้ามา
คงจะได้มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนและถ่ายทอดความเชื่อแก่ชุมชนตามที่ราบลุ่มแม่น้ำตรัง
จนปรากฏหลักฐานโบราณวัตถุเหลือให้เห็นอยู่
หลักฐานวัดเก่าไม่แน่ชัดว่าจะเก่าแก่มาแต่เดิมหรือไม่
ส่วนเสาหงส์นั้น อาจจะเข้ามาได้ถึง ๒ กรณี
หนึ่งคือมาตามคติพราหมณ์
อีกกรณีหนึ่งคือเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๑
พม่าตั้งให้พระมหาธรรมราชาปกครองกรุงศรีอยุธยา
ได้มีท้องตราบังคับไว้ ๓ ข้อ คือให้พระสงฆ์ห่มจีวรแบบมอญ
ให้หญิงไทยไว้มวยและให้วัดปักเสาหงส์ไว้ทุกวัด
เสาหงส์ตามวัดในภาคใต้จะมาครั้งนั้นหรือไม่
ยังไม่ชัดเจน
หลักฐานมุขปาฐะซึ่งบันทึกเป็นเอกสารในภายหลัง
ได้แก่ ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช กล่าวถึง
การทำศึกแย่งพระทันตธาตุในอินเดีย
เป็นเหตุให้พระธนกุมารและนางเหมชาลาโอรสธิดาของกษัตริย์แห่งเมืองนนทบุรีต้องนำพระทันตธาตุลงเรือหนีไปลังกา
แต่ถูกพายุพัดเรือแตกเสียก่อน
ต่อมาคลื่นซัดขึ้นฝั่งและได้รับความช่วยเหลือเดินบกจนถึงหาดทรายแก้ว
ฝังพระทันตธาตุไว้ที่หาดทรายแก้ว
แล้วเกิดเหตุอัศจรรย์ให้พระมหาเถรพรหมเทพเข้ามาพบเข้า
พระมหาเถรทำนายว่า ผู้มีบุญจะมาสร้างเมือง ณ หาดทรายแก้วแห่งนี้
และช่วยเหลือให้ทั้งสองนำพระทันธาตุเดินทางลงเรือไปลังกาได้สำเร็จ
ต่อมาท้าวศรีธรรมาโศกราชได้มาสร้างเมือง ณ หาดทรายแก้ว
สถานที่เคยฝังพระทันตธาตุไว้ เป็นเมืองนครศรีธรรมราชขึ้น
แล้วตั้งหัวเมืองบริวารทั้งหลายเป็นเมือง ๑๒ นักษัตร
กำหนดตราประจำเมือง
ไว้ดังนี้
๑.
เมืองสาย
ตราชวด
๒.
เมืองตานี
ตราฉลู
๓.
เมืองกลันตัน
ตราขาล
๔.
เมืองปาหัง
ตราเถาะ
๕.
เมืองไทร
ตรามะโรง
๖.
เมืองพัทลุง
ตรามะเส็ง
๗. เมืองตรัง
ตรามะเมีย
๘. เมืองชุมพร
ตรามะแม
๙.
เมืองบันทายสมอ
ตราวอก
๑๐.
เมืองสะอุเลา
ตราระกา
๑๑.
เมืองตะกั่วถลาง
ตราจอ
๑๒.
เมืองกระ
ตรากุน
หลังจากนี้
ก็มีกษัตริย์ต่อมาจนถึงท้าวศรีธรรมาโศกราชจากเมืองอินทปัตย์บูรณะพระเจดีย์ครั้งหนึ่ง
พอล่วงมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาก็มีการบูรณะพระเจดีย์ครั้งใหญ่อีก
ในครั้งนี้ตำนานกล่าวถึงการมอบหน้าที่ให้พระสงฆ์ เจ้าเมือง
และชาวเมือง เช่น ในการทำพระระเบียงกำหนดให้
"ขุนแปดสระเจ้าเมืองตรัง ๕ ห้อง"
ส่วนการทำกำแพงรอบพระระเบียงนั้น "ด้านอุดรไป ได้แก่
ขุนแปดสันเจ้าเมืองตรัง ๘ วา"
(ชื่อเจ้าเมืองตรังที่ต่างกันอาจเป็นเพราะความผิดพลาดจากการเขียนเดิม)
ศิลาจากรึกเมืองตันชอร์
ของพระเจ้าราเชนทร์โจฬะที่ ๑ จารึกเมื่อ พ.ศ. ๑๕๗๓ - ๑๕๗๔
กล่าวถึงพวกโจฬะยกทัพมาตีเมืองต่าง ๆ ในแหลมมลายูได้ไว้ในอำนาจ
ได้แก่ ดินแดนศรีวิชัย ปัณไณ มะไลยูร์ มัทธมาลิงคัม
หลังจากนั้นศรีวิชัยก็เลื่อมอำนาจลง นักโบราณคดีกล่าวว่า
มัทธมาลิงคัมเป็นที่เดียวกับตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช
จากหลักฐานศิลาจารึกที่
๒๔ วัดเสมาเมือง
(เป็นที่ถกเถียงว่าจะสลับกันกับจารึกวัดหัวเวียงอำเภอไขยา)
กล่าวถึงกษัตริย์นามจันทรภาณุแห่งปทุมวงศ์
ผู้ปกครองเมืองตามพรลิงค์และมีบรมเดชานุภาพยิ่งใหญ่ จารึกเมื่อ
พ.ศ. ๑๗๗๓ ชื่อกษัตริย์จันทรภาณุยังปรากฎในหนังสือลังกามหาวงศ์
ว่าพระองค์ได้ยกทัพไปรุกรานเกาะลังกา ถึง ๒ ครั้ง คือ เมื่อ พ.ศ.
๑๗๙๓ และ พ.ศ. ๑๘๑๓
อีกครั้งหนึ่ง
การยกทัพในสมัยพระเจ้าจันทรภาณุระหว่างตามพรลิงค์กับลังกา
ไม่มีเส้นทางใดเหมาะสมกว่าแม่น้ำตรัง
หลักฐานข้างต้นทั้งหมด
แม้จะไม่ปรากฏชื่อเมืองตรังโดยตรง
แต่จากโบราณสถานและโบราณวัตถุที่กล่าวมาแล้วสนับสนุนว่า
ตรังมีชุมชนเรียงรายอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำตรังตลอดไปจนถึงชายเขา
การเดินทางเข้าออกจากฝั่งทะเลตะวันตกผ่านทางแม่น้ำตรัง
ซึ่งสมัยเมื่อพันปีก่อนคงจะกว้างใหญ่และลึกเข้าไปมาก
ขนาดที่กองทัพเรือจากอินเดียและนครศรีฯ ต้องใช้เส้นทางนี้
ส่วนความเป็นเมืองของตรังเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อครั้งสถาปนาเมืองสิบสองนักษัตร
ในฐานะเมืองบริวารของนครศรีธรรมราช สถานะของเมืองตรังในยุคนี้
จึงเป็นเมืองท่าปากประตูความสัมพันธ์ด้านการค้า การเมืองและศาสนา
ระหว่างอินเดียไปจนถึงดินแดนตะวันตกกับอาณาจักรโบราณในภาคใต้
ทั้งศรีวิชัย และตามพรลิงค์หรือนครศรีธรรมราช
ที่มา :
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ
น.ส.สุนทรี สังข์อยุทธ์
หัวหน้าหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง
เรียบเรียง
|