
ประวัติจังหวัดตรัง
๔.
เมืองตรังในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา
ราชวงศ์อู่ทองซึ่งมีอำนาจอยู่ในบริเวณภาคกลางเริ่มขยายอำนาจไปทั้งทางเหนือและทางใต้
ในตำนานกล่าวว่า ท้าวศรีธรรมาโศกราชรบกับท้าวอู่ทอง
ในที่สุดหย่าศึกกันที่บางสะพานแสดงว่าเมื่อเริ่มตั้งกรุงศรีอยุธยานั้น
นครศรีธรรมราชเป็นหัวเมืองของอยุธยาแล้ว
และชัดเจนยิ่งขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
กฎมณเฑียรบาลระบุว่าเมืองนครฯ เป็นเมืองหนึ่งใน ๘
เมืองพระยามหานคร ต้องถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
และเป็นตัวแทนราชธานีปกครองหัวเมืองอิสระในภาคใต้ทั้งหมด
ต่อมาในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่
๒ เมื่ออัลบูแกร์ก (Afonso de Albuquerque)
ผู้สำเร็จราชการโปรตุเกส ยกทัพเรือมาตีมะละกาได้ใน พ.ศ. ๒๐๕๔
เมื่อทราบว่ามะละกาเป็นเมืองขึ้นของไทย
ก็ได้ส่งผู้แทนไปทำสัมพันธไมตรีกับอยุธยาถึง ๒ ครั้ง
โดยเดินทางผ่านท่าเรือเมืองตรัง
ครั้งที่
๑ ให้ ดูอาร์เตช เฟอร์นานเดช (Duarte Fernandez)
เข้ามาทางช่องแคบสิงคโปร์ผ่านอ่าวไทย
เพื่อถวายสาสน์จากอัลบูแกร์กพร้อมกับของขวัญ
การเดินทางกลับครั้งนี้ผ่านทางเท่าเรือเมืองตรัง (arrived at
Trangque, a city of the King of Siam)
เท่าที่พบหลักฐานถือได้ว่า
คนกลุ่มนี้คือชาวตะวันตกชุดแรกที่เข้ามาในประเทศไทย
ที่สำคัญคือคนชุดแรกนี้เดินทางผ่านท่าเรือเมืองตรัง
ครั้งที่
๒ ประมาณ พ.ศ. ๒๐๕๖ อัลบูแกร์ก อาซเวโด (Antonio Miranda de
Azevedo) และมานูเอล ฟราโกโซ (Manuel Fragoso)
คนหลังนี้เพื่อให้รวบรวมข้อมูลเขียนหนังสือเกี่ยวกับมารยาท
ธรรมเนียมต่าง ๆ การแต่งกาย การค้าขาย และแผนที่ตั้งท่าเรือต่าง
ๆ ของสยาม
การเดินทางเข้าสู่กรุงศรีอยุธยาจากมะละกาขึ้นมาบกที่เมืองตรังอีกครั้งหนึ่ง
แล้วเดินทางต่อไปยังนครศรีธรรมราช
เพื่อลงเรือไปกรุงศรีอยุธยา
นอกจากนี้ยังมีกล่าวไว้ในหนังสือ
The Suma Oriental ว่าหัวเมืองภาคใต้แยกเป็น ๒ ฝ่าย ได้แก่
ฝั่งตะวันออก มีพระยานครศรีธรรมราช อุปราชคนที่ ๒
ปกครองตั้งแต่เมืองปะหังขึ้นไปถึงอยุธยา ส่วนฝั่งตะวันตก
ซึ่งมีเมืองตะนาวศรี ตรัง และไทรบุรี
อยู่ในอำนาจของขุนนางอีกผู้หนึ่ง ชื่อ Vya Chacotay
(น่าจะเป็นพระยาสุโขทัย) หากถือตามเอกสารนี้ ในช่วงต้นของอยุธยา
เมืองตรังมิได้ขึ้นต่อนครศรีธรรมราช
หลักฐานความเป็นเมืองตรังชัดเจนขึ้นเป็นครั้งแรกที่จารึกถ้ำเขาสามบาตร
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ให้ความเห็นไว้ว่า
เป็นอักษรสมัยอยุธยาลักษณะเดียวกับที่วัดป่าโมก
ซึ่งมีใจความดังนี้
กำไวเมื่อพระบาดพระเจ้าพระเพด
พระศรีค่งพระพรมพระพุทรัก
ษาแลเจ้าแน่นทั้งหลายมาเลิกสาด
สนาพระเจ้าในเขาสะบาปและพระเจ้านัน
ธรรมาณรายมา...แลวแลพระบาดเจ้ามาเป็น
พระ...แก...ขุนนางกรมการทัง...เมือง
แลสัปรุศชายญ...ให้เลิกสาศนาพระพุท่เจากํบริบูน
แล้วแลสัปรุศ...ชวนกันฉลองกุสลบุญแลเพื่อวาจะปรา
ถนาพํนจากทุก...หาสู่กกุราชได้สองพันร้อยหาสิบ
เจดปีเจดวันนันแล...สุกกุราชใด...ปีเมื่อญกพระเจ้าวัน
สุดเดือนเจดขึ้นสองค่า...นักสัตรฉสกบอกไว้ให้เป็น...
สิน...แลผู้จํ...นาไปเมือหน้า |
สรุปความได้ว่าใน พ.ศ.๒๑๕๗
ตรงกับสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ
ตรังมีชุมชนใหญ่ระดับเมืองตรงบริเวณเขา "สะบาป"
มีขุนนางและกรมการเมืองพรั่งพร้อม มา "เลิกศาสนา" คือ
ปฏิสังขรณ์วัด
บริเวณที่ตั้งเมืองในระยะนี้น่าจะอยู่ไม่ไกลจากเขาสามบาตร
ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา
นครศรีธรรมราชมีฐานเป็นหัวเมืองชั้นเอก พอถูกพม่าตีกรุงแตก
พ.ศ.๒๕๓๐ ปลัดเมือง (หนู) ได้ขึ้นเป็นเจ้านคร ตั้งตนเป็นอิสระ
มีเมืองต่าง ๆ ตั้งแต่ชุมพรถึงแหลมมลายู ซึ่งรวมทั้งเมืองตรัง
มาขึ้นกับเจ้านคร (หนู) เป็นชุมนุมนครศรีธรรมราช หนึ่งใน ๕
ชุมนุมหลังกรุงแตก
ที่มา :
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ
น.ส.สุนทรี สังข์อยุทธ์
หัวหน้าหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง
เรียบเรียง
|